ความรู้รอบตัว

7 เรื่องภาษากายที่ควรรู้ และคำเตือนว่าทำไมอย่าเชื่อมันมากเกินไป

ภาษากายบอกอะไรได้บ้างจริง ๆ อะไรคือความเชื่อที่งานวิจัยไม่สนับสนุน และทำไมการ "อ่านคน" จากท่าทางถึงผิดพลาดได้ง่าย

ภาพประกอบบทความ 7 เรื่องภาษากายที่ควรรู้ และคำเตือนว่าทำไมอย่าเชื่อมันมากเกินไป
สารบัญเนื้อหา
  1. 01ทิศทางของเท้าบอกความสนใจได้ดีกว่าใบหน้า
  2. 02การกอดอกไม่ได้แปลว่าปิดกั้นเสมอไป
  3. 03รอยยิ้มจริงกับรอยยิ้มมารยาทต่างกันที่ดวงตา
  4. 04การเลียนแบบท่าทางมักเกิดขึ้นเมื่อรู้สึกเข้ากันได้
  5. 05ระยะห่างที่คนรู้สึกสบายต่างกันตามวัฒนธรรม
  6. 06ท่าทางมีผลต่อความรู้สึกของตัวเราเอง
  7. 07สัญญาณความเครียดที่ควบคุมได้ยาก
  8. 08ความเชื่อที่งานวิจัยไม่สนับสนุน
  9. 09สิ่งที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ
  10. 10สรุป

เนื้อหาเรื่องภาษากายบนอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มั่นใจเกินกว่าที่หลักฐานรองรับ หลายข้ออ้างที่แพร่หลายมาจากหนังสือขายดีมากกว่างานวิจัย

บทความนี้แยกสิ่งที่มีหลักฐานสนับสนุน ออกจากสิ่งที่เป็นความเชื่อ พร้อมคำเตือนที่สำคัญที่สุดไว้ท้ายบทความ

01

ทิศทางของเท้าบอกความสนใจได้ดีกว่าใบหน้า

คนควบคุมสีหน้าได้ดีกว่าส่วนล่างของร่างกาย เพราะเราตระหนักถึงใบหน้าตัวเองตลอดเวลา แต่แทบไม่คิดถึงเท้า

ในการสนทนากลุ่ม ทิศทางที่ปลายเท้าชี้ไปมักบ่งบอกว่าคนนั้นให้ความสนใจกับใครหรือกำลังจะเดินไปทางไหน หากลำตัวหันมาหาคุณแต่เท้าชี้ไปทางประตู มักหมายความว่าเขาต้องการจบบทสนทนา

ข้อควรระวัง: อาจหมายถึงแค่ท่านั่งที่สบายกว่า หรือมีคนอื่นอยู่ในทิศนั้น อย่าตีความจากสัญญาณเดียว

02

การกอดอกไม่ได้แปลว่าปิดกั้นเสมอไป

นี่คือความเชื่อที่แพร่หลายที่สุดและผิดบ่อยที่สุด

การกอดอกอาจหมายถึงหนาว เป็นท่าที่นั่งสบายสำหรับคนนั้น กำลังคิดอย่างจดจ่อ หรือเพียงไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน

วิธีตีความที่ถูกต้อง คือดูว่าท่าทางนั้น เปลี่ยนไปเมื่อไร ถ้าคนที่เคยนั่งเปิดมาตลอดเริ่มกอดอกทันทีที่คุณพูดถึงหัวข้อหนึ่ง นั่นคือข้อมูลที่มีความหมาย ส่วนคนที่กอดอกตั้งแต่เดินเข้ามา อาจแค่นั่งแบบนั้นเป็นปกติ

03

รอยยิ้มจริงกับรอยยิ้มมารยาทต่างกันที่ดวงตา

รอยยิ้มที่เกิดจากอารมณ์จริงมีการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตา ทำให้เกิดรอยย่นที่หางตาและตาหรี่ลงเล็กน้อย ส่วนรอยยิ้มที่ตั้งใจแสดงมักใช้เฉพาะกล้ามเนื้อรอบปาก

นักวิจัยเรียกรอยยิ้มแบบแรกว่า Duchenne smile ตามชื่อนักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ศึกษาเรื่องนี้ในศตวรรษที่ 19

ข้อควรระวัง: บางคนฝึกจนแสดงรอยยิ้มแบบนี้ได้ และคนที่รู้สึกดีจริง ๆ ก็อาจยิ้มแบบไม่ถึงตาได้ถ้าเหนื่อยหรือเขินอาย

04

การเลียนแบบท่าทางมักเกิดขึ้นเมื่อรู้สึกเข้ากันได้

เมื่อคนสองคนสนทนากันอย่างราบรื่น มักเกิดการเลียนแบบท่าทางกันโดยไม่รู้ตัว เช่น เอนตัวไปทางเดียวกัน หรือหยิบแก้วน้ำในจังหวะใกล้กัน

นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า chameleon effect และพบว่ามันสัมพันธ์กับความรู้สึกชอบพอระหว่างกัน

ข้อควรระวัง: การจงใจเลียนแบบท่าทางคนอื่นเพื่อสร้างความสนิทสนม มักถูกจับได้และให้ผลตรงกันข้าม การเลียนแบบที่ได้ผลคือสิ่งที่เกิดขึ้นเองเมื่อคุณสนใจอีกฝ่ายจริง ๆ

05

ระยะห่างที่คนรู้สึกสบายต่างกันตามวัฒนธรรม

ระยะที่คนรู้สึกสบายในการสนทนาแตกต่างกันมากระหว่างวัฒนธรรม การยืนใกล้เกินไปสำหรับคนหนึ่งอาจเป็นระยะปกติของอีกคน

สัญญาณที่ควรสังเกตคือ การถอยหลังเล็กน้อยหรือการหันลำตัวออก ซึ่งบ่งบอกว่าอีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด ให้ปรับระยะตามโดยไม่ต้องพูดถึง

06

ท่าทางมีผลต่อความรู้สึกของตัวเราเอง

การนั่งหลังตรงและหายใจลึกช่วยลดความรู้สึกตึงเครียดได้ในระดับหนึ่ง เพราะร่างกายกับอารมณ์ส่งสัญญาณถึงกันสองทาง

ข้อควรระวังที่สำคัญ: งานวิจัยชุดแรกที่อ้างว่าการยืนท่า "พลัง" เพียงสองนาทีเปลี่ยนระดับฮอร์โมนและพฤติกรรมเสี่ยง ไม่สามารถทำซ้ำได้ในการศึกษาขนาดใหญ่ในภายหลัง ผลด้านฮอร์โมนจึงไม่ได้รับการยืนยัน

สิ่งที่ยังพอมีหลักฐานคือ ความรู้สึกมั่นใจของตัวเองที่รายงานเอง อาจดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งก็มีประโยชน์อยู่ แต่ไม่ใช่ผลมหัศจรรย์อย่างที่ถูกเล่า

07

สัญญาณความเครียดที่ควบคุมได้ยาก

การกระพริบตาถี่ขึ้น การกลืนน้ำลายบ่อย การเปลี่ยนท่านั่งซ้ำ ๆ และการสัมผัสใบหน้าหรือคอตัวเอง มักสัมพันธ์กับความไม่สบายใจ เพราะเป็นการตอบสนองอัตโนมัติที่ควบคุมได้ยากกว่าท่าทางใหญ่ ๆ

แต่นี่ไม่ได้แปลว่าคนนั้นกำลังโกหก ความเครียดในสถานการณ์หนึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการถูกจับผิด ความประหม่า หรือเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับบทสนทนาเลย

08

ความเชื่อที่งานวิจัยไม่สนับสนุน

"การสื่อสารเป็นภาษากาย 55% น้ำเสียง 38% คำพูดแค่ 7%" ตัวเลขชุดนี้มาจากงานวิจัยในทศวรรษ 1960 ที่ศึกษาเฉพาะกรณีแคบมาก คือการสื่อสาร ความรู้สึกและทัศนคติ เมื่อคำพูดขัดแย้งกับน้ำเสียง ผู้วิจัยเองเคยชี้แจงว่าตัวเลขนี้ไม่ควรนำไปใช้กับการสื่อสารทั่วไป

การนำไปอ้างว่าคำพูดมีความสำคัญแค่ 7% ในทุกสถานการณ์เป็นการตีความที่ผิด และเห็นได้ชัดว่าไม่จริงจากประสบการณ์ธรรมดา — ลองฟังคนอธิบายวิธีทำอาหารเป็นภาษาที่คุณไม่เข้าใจดู

"มองไปทางซ้ายบนแปลว่ากำลังโกหก" งานวิจัยที่ออกแบบมาทดสอบเรื่องนี้โดยตรงไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว

"คนโกหกจะไม่สบตา" งานวิจัยพบตรงกันข้ามในหลายกรณี คนที่ตั้งใจโกหกมักสบตานานกว่าปกติเพราะพยายามดูน่าเชื่อถือ

การจับโกหกจากภาษากายโดยทั่วไปมีความแม่นยำใกล้เคียงการเดาสุ่ม แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่ทำงานด้านการสอบสวน ซึ่งเป็นผลที่พบซ้ำในงานวิจัยจำนวนมาก

09

สิ่งที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

สังเกตการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ท่าทาง สิ่งที่มีความหมายคือช่วงเวลาที่พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปจากค่าปกติของเขาเอง

ดูหลายสัญญาณประกอบกัน สัญญาณเดียวแทบไม่มีความหมาย

ใช้กับตัวเองมากกว่าใช้อ่านคนอื่น การนั่งหลังตรง สบตาอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่ขยับมือมากเกินไป ทำให้ผู้ฟังจดจ่อกับเนื้อหาที่คุณพูด สิ่งนี้ควบคุมได้จริงและได้ผลแน่นอนกว่าการพยายามอ่านใจคนอื่น

ถามแทนการเดา ถ้าสงสัยว่าอีกฝ่ายไม่สบายใจ การถามตรง ๆ อย่างสุภาพว่ามีอะไรที่ยังไม่ชัดเจนไหม ให้ข้อมูลที่แม่นยำกว่าการตีความท่าทางหลายเท่า

คำถามที่พบบ่อย

ในการสัมภาษณ์งาน ภาษากายสำคัญแค่ไหน

สำคัญในแง่ที่ทำให้ผู้สัมภาษณ์ฟังคุณได้ง่ายขึ้น เช่น การสบตาอย่างเป็นธรรมชาติและท่าทางที่ผ่อนคลาย แต่ไม่ได้ทดแทนเนื้อหาคำตอบ คำแนะนำที่ใช้ได้จริงคืออย่ากังวลกับท่าทางระหว่างพูด เพราะการควบคุมตัวเองมากเกินไปจะดูฝืนกว่าเดิม

ถ้าอีกฝ่ายกอดอกตลอดการประชุม ควรทำยังไง

อย่าเพิ่งสรุปว่าเขาไม่เห็นด้วย ให้สังเกตว่าท่าทางเปลี่ยนไหมเมื่อเปลี่ยนหัวข้อ และใช้วิธีที่ตรงกว่าคือถามความเห็นเขาโดยตรง คำตอบที่ได้มีข้อมูลมากกว่าการตีความท่าทางเสมอ

คนที่ไม่สบตาแปลว่าไม่จริงใจไหม

ไม่ครับ การหลีกเลี่ยงการสบตาเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งความประหม่า ความเคารพตามธรรมเนียมในบางวัฒนธรรม ภาวะวิตกกังวลทางสังคม หรือลักษณะทางระบบประสาทเช่นในผู้ที่อยู่ในสเปกตรัมออทิสติก การตีความว่าไม่จริงใจเป็นการด่วนสรุปที่สร้างความเข้าใจผิดได้มาก

ฝึกภาษากายให้ดีขึ้นได้ไหม

ได้ในระดับหนึ่ง แต่วิธีที่ได้ผลไม่ใช่การท่องท่าทาง ให้อัดวิดีโอตัวเองพูดแล้วดูย้อนหลัง คุณจะเห็นนิสัยที่ไม่รู้ตัว เช่น การเล่นปากกาหรือการพูดโดยไม่มองผู้ฟัง แก้ทีละอย่างจะได้ผลกว่าการพยายามจัดท่าทั้งหมดพร้อมกัน

10

สรุป

ภาษากายเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่เป็นข้อมูลที่ มีสัญญาณรบกวนสูงมาก

ใช้มันเพื่อสังเกตว่าเมื่อไรควรถามเพิ่ม เมื่อไรควรเปลี่ยนวิธีอธิบาย หรือเมื่อไรควรจบการสนทนา — ไม่ใช่เพื่อสรุปว่าคนตรงหน้าคิดอะไรอยู่ เพราะนั่นคือจุดที่การอ่านภาษากายผิดพลาดบ่อยที่สุดและสร้างความเสียหายมากที่สุด

ชอบเรื่องแบบนี้ใช่ไหม

กดติดตามเพจหมีข่าว แล้วเราจะส่งเรื่องน่ารู้ใหม่ ๆ ไปให้อ่านทุกสัปดาห์